เย็นวันหนึ่งของภาคเรียนแรก ปี 2568 ห้องสมุดในโรงเรียนมัธยมเต็มไปด้วยเด็ก ๆ ที่ก้มหน้าจ้องมือถือ บางคนไม่ได้เปิดหนังสือเรียนด้วยซ้ำ แต่กำลังแชตกับ “ผู้ช่วยล่องหน” ที่พวกเขาเรียกว่า AI ถามคำถามทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ หรือแม้กระทั่งขอให้ช่วยเขียนเรียงความภาษาไทยแทนตัวเอง

อีกมุมหนึ่งของโรงเรียน ครูก็ไม่ได้ต่างกันนัก หลายคนขมักเขม้นสั่ง AI ให้ช่วยทำสื่อการสอน บ้างใช้ออกโจทย์การบ้าน หรือแม้กระทั่งสร้างข้อสอบเพื่อวัดความรู้ของนักเรียน

ช่วงเวลาเพียง 2–3 ปีที่ผ่านมา วงการศึกษาไทยเปลี่ยนจาก “การใช้งานในบ้าน” มาสู่ “การฝังตัวในรั้วโรงเรียน” อย่างชัดเจน

  • ปี 2565–2566: นักเรียนเริ่มใช้ AI ทำการบ้าน
  • ปี 2567: โรงเรียนหลายแห่งประกาศเตือนเรื่องการใช้อย่างไม่เหมาะสม แต่ในความจริง การบ้านจาก AI แพร่หลายจนห้ามไม่อยู่
  • ปี 2568: ครูและติวเตอร์เองก็เริ่มใช้ AI เป็นเครื่องมือ ตั้งแต่งานสื่อการสอน ไปจนถึงงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ในมหาวิทยาลัย

ธุรกิจการศึกษา มูลค่าหลายพันล้านบาทจึงได้รับแรงสั่นสะเทือน

  • ตลาดหนังสือที่นักเรียนค่อย ๆ หันมาอ่านบนมือถือ
  • ติวเตอร์ที่ต้องปรับตัว ใช้ AI สรุปเนื้อหาและแนวข้อสอบ
  • สื่อการเรียนที่โฆษณาตัวเองด้วยจุดขายใหม่ “ติว–สรุปอัตโนมัติด้วย AI”

ในแง่ เศรษฐกิจ ผู้เรียนได้ลดต้นทุนการเข้าถึงความรู้ เด็กที่ไม่มีทุนเรียนพิเศษแบบตัวต่อตัวก็ได้ช่องทางใหม่ในการเติมเต็ม แต่นั่นกลับสร้างแรงกดดันให้ติวเตอร์และครูต้องหาวิธีเพิ่มคุณค่าเกินกว่าที่ AI ทำได้ ภาพกว้างอาจช่วยให้ “หนี้ครัวเรือนเพื่อการศึกษา” ลดลง เพราะความรู้เข้าถึงง่ายขึ้นด้วยต้นทุนต่ำ


ส่วน วิถีชีวิตในรั้วโรงเรียน ก็เปลี่ยนไป การบ้านเสร็จไวขึ้น เด็กมีเวลาว่างมากขึ้น แต่ก็เสี่ยงจะนำไปใช้กับความบันเทิงแทนการเรียนรู้ บางคนใช้ AI เป็นเพื่อนคุย คลายเหงา แทนที่จะสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้น ทั้งที่การศึกษาไม่ได้หมายถึงความรู้ตามตำราเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งเป็นบทเรียนที่เครื่องจักรไม่มีวันสอนแทนได้

ผู้ปกครองและครูจำนวนไม่น้อยยังกังวลว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีเกินพอดีจะทำให้เด็กขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง และนั่นอาจเป็นปัญหาที่ติดตัวไปยาวนาน


AI ในโรงเรียนไม่ใช่สิ่งน่ากลัว หากเราใส่ใจดูแลเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิด คอยชี้แนะให้อยู่ในสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีกับการฝึกฝนตนเอง เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่คำตอบที่เร็วที่สุด แต่อยู่ที่ความพยายามและการลงมือของผู้เรียนเอง

“คุณคิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า รั้วโรงเรียนไทยจะเป็นอย่างไร?”